ป้องกันกอปปี้

.

วันเสาร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2556

คุณแม่ยังสาว กับ รถยนต์คันแรก

จากนโยบายรถยนต์คันแรกตามแผนกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ส่งผลให้มีคุณแม่วัยสาวซื้อรถยนต์เพิ่มขึ้นจำนวนมาก และแน่นอนรถยนต์คันแรก จำนวนมือใหม่หัดขับก็เพิ่มขึ้นด้วย สำหรับมือใหม่หัดขับหลายๆท่าน การเรียนขับรถแและการสอบใบขับขี่มาได้นั้น ไม่เพียงพอที่จะทำให้คุณอยู่รอดปลอดภัยบนท้องถนนได้ และผู้ใช้รถใช้ถนนนั้นไม่ได้มีเพียงแค่เราคนเดียวยังมีคนอื่นๆ รวมถึงคนเดินเท้าที่ใช้ถนนเป็นทางสัญจรด้วย ดังนั้น สำหรับมือใหม่หัดขับ ควรเข้าใจถึง มารยาท ในการขับรถเพื่อความปลอดภัยของตัวท่านและผู้ใช้รถใช้ถนนอื่นๆด้วย

วันนี้ Good MaMee จึงมีข้อแนะนำการขับรถสำหรับคุณแม่มือใหม่มาแนะนำเจ้าค่ะ

มือใหม่หัดขับ สิ่งที่ควรทำในการขับรถ
  • ศึกษาเส้นทางและเผื่อเวลาในการเดินทาง การเผื่อเวลาเดินทาง สำหรับมือใหม่ที่ไม่คุ้นเคยเส้นทางเป็นสิ่งที่ควรทำ เพราะหากรีบเร่งอาจเกิดอุบัติเหตุได้
  • การเลี้ยวรถ และการเปลี่ยนช่องทางจราจร (เปลี่ยนเลน)
    เมื่อคิดจะเปลี่ยนเลน หรือช่องทางจราจร ควรเปิดไฟสัญญาณเลี้ยว ล่วงหน้าก่อนทำการเปลี่ยนช่องจราจรให้เป็นิสัย เพราะจะเป็นการส่งสัญญาณให้รถคัณหลังรู้ว่าเรากำลังจะทำอะไร เพื่อเขาจะได้ชะลอให้เราผ่านไปได้ บางครั้งหากมีรถยนต์คันหลังที่เข้ามาใกล้ขณะที่คุณกำลังเปลี่ยนเลน คนขับรถที่ตามมม อาจบีบแตรเตือน แต่อย่าได้ตกใจ และรอให้รถยนต์คันนั้นผ่านไปก่อน แล้วคุณจึงเลี้ยว หรือเปลี่ยนช่องทางจราจร
  • ขับรถ เลนกลาง ปลอดภัยมากที่สุด
    เพราะช่องที่ 1 ช่องซ้ายสุดเป็นที่จอดรถชั่วคราว และทางเข้าออกของ ตรอก-ซอย มีโอกาสที่รถยนต์คันหน้าจะหยุด หรือ พอเจอรถเข้าออกจาก ตรอก-ซอย สำหรับมือใหม่แล้ว ไม่ควรขับช่องจราจรที่ 1 เพราะมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุหรือตกลงข้างทางหรือตกน้ำได้ ส่วนเลน ขวาสุดเป็นเลนรถแซง ที่ต้องใช้ความเร็วในการขับค่อนข้างสูง ไม่ควรขับช่องจราจรนี้เพราะนอกจากจะเป็นการขวางเลนรถแซงแล้ว สำหรับมือใหม่ที่ยังไม่ชินกับ ถนน เบรก และคันเร่ง มีโกาสเกิดอุบัติเหตุได้สูง และรุนแรง ฉะนั้นแล้ว การขับรถเลนกลางจะมีความปลอดภัยมากที่สุด อย่างน้อยที่สุดเกิดเหตุใดๆ คุณยังสามารถพารถของคุณหลบออก ซ้ายหรือ ขวาได้
  • การเลี้ยวหรือกลับรถ
    พยายามใช้กระจกมองข้างบ่อยๆ เพื่อสังเกตุรถด้านหลัง ถ้าในกรณี มองรถด้านหลัง หรือด้านข้างไม่ชัด อย่าอายที่จะลดกระจกลงจะได้มองเห็นชัดเจนว่าปลอดภัยหรือยัง ก่อนเลี้ยวรถ คนขับรถยนต์คันอื่นจะได้รู้ว่าเรากำลังตัดสินใจอย่างไร
  • ควรกลับรถในที่ปลอดภัย
    หากเป็นจุดกลับรถที่อยู่กลางถนน หรือ ตามแยกต่างๆ ควรกลับรถในกรณีที่อยู่ในเลนขวาสุด หรือเลนกลับรถแล้วเท่านั้น ไม่ควรลักไก่ตัดเลนซ้าย-เลนกลางเผื่อกลับรถที่เลนกลับรถกลางถนน เพราะมีโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุจากการที่มองไม่เห็นรถด้านข้าง หรือรถที่วิ่งมาด้วยความเร็วพุ่งชนเอาได้
  • การจอดรถ การลดกระจกลงจะช่วยให้มองเห็นด้านหลังได้ ชัดเจน สำหรับช่องจอดรถที่เป็นแบบตั้งตรง ควรจะถอยหลังเข้าจอด และจอดให้ชิดฝั่งคนขับ เพราะจะช่วยในการกะระยะได้ง่ายกว่าว่าชนสิ่งกีดขวางหรือไม่ ส่วนทางด้านซ้ายของคนขับหากไม่มั่นใจ ก็ควรให้มีคนอื่นช่วยดู สำหรับช่องจอดรถที่เป็นแบบเฉียง เพราะเมื่อถึงเวลาออกจากที่จอดการถอยหลังออกจะง่ายกว่า
  • สัญญาณไฟกระพริบฉุกเฉิน หรือไฟผ่าหมาก ควรใช้เฉพาะเมื่อจอดรถริมถนน หรือรถเสียต้องลากจูง เพื่อบอกให้เพื่อนร่วมทางที่สัญจรผ่านไปมา ใช้ความระมัดระวัง และชะลอความเร็ว
  • อย่าประมาท ผู้ขับรถไม่ว่าจะ มือใหม่หัดขับ มือเก่า มือเก๋าๆ ควรมีสติ ไม่ควรดื่มสุรา คุยโทรศัพท์ เหม่อลอย ปรับเบาะ หรือ ง่วงนอน ขณะขับรถ เพราะจะทำให้ความสามรถการควบคุมรถเราด้อยลง และมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้


พัฒนาการการมองเห็นของทารก




 
ช่วงเดือนแรกๆ ที่ทารกลืมตามาดูโลก คือช่วงที่ระบบการมองเห็นของลูก พัฒนาไปอย่างรวดเร็วจากที่มองเห็นชัดเจนได้ในรัศมีแค่ไม่เกิน 12-15 นิ้ว จนสามารถปรับภาพได้อย่างชัดเจนในระยะต่างๆ และเมื่ออายุประมาณ 6-8 เดือน ทารกน้อยก็จะมีความสามารถในการมองเห็นได้ดีเกือบจะเท่ากับการมองเห็นของ ผู้ใหญ่











  • แรกเกิด
    ทารกจะมองเห็นภาพชัดเจนในรัศมีแค่ประมาณ 12 นิ้วและสามารถจ้องมองสิ่งของได้นานแค่ 4-11 วินาที และภายใน 4 วัน ลูกน้อยจะสามารถจดจำหน้าคนที่รักมากที่สุด ซึ่งอาจจะเป็นคุณแม่ หรือคนที่เลี้ยงดูเขามาอย่างใกล้ชิดได้
    ช่วยลูกโดย
          - พยายามสบสายตาแล้วอาจจะพูดคุย ยิ้มแย้มหรือหัวเรากับลูกไปด้วย และช่วงนี้ทารกน้อยสามารถเคลื่อนสายตาตามวัตถุได้บ้างแล้ว คุณพ่อคุณแม่จึงอาจจะสบดาลูกใกล้ๆ แล้วค่อยๆ เลื่อนหน้าไปทางซ้ายบ้าง ขวาบ้าง เด็กน้อยจะมองตามอย่างสนใจ

  • 1 เดือน
    มองเห็นชัดเจนได้ไกลขึ้นเป็นรัศมีประมาณ 15 นิ้ว และการมองเห็นได้ชัดเจนขึ้นนี่เอง ทำให้หนูน้อยพยายามเอื้อมมือไปไขว่คว้าสิ่งของที่มองเห็น ลูกเริ่มจะเรียนรู้ในการโฟกัสสิ่งของ โดยใช้สายตาทั้งสองข้าง ทำงานประสานกัน
    ช่วยลูกโดย
          - พยายามให้ลูกน้อยได้มองเห็นหน้าคุณแม่บ่อยๆ ทั้งใบหน้าจริงๆ ของคุณแม่ หรืออาจจะนำรูปภาพจองคุณแม่มาติดไว้ที่ข้างเตียงนอของลูกได้
          - นำของเล่นสีสันสดใสมาแขวนไว้ในระยะที่ลูกสามารถเอื้อมมือไขว่คว้าได้ หรือคุณแม่อาจจะนำของเล่นนั้นมาเล่นกับลูก ให้ลูกมองเห็นในระยะใกล้ๆ แล้วก็เลื่อนของเล่นนั้นไปมา ทางซ้ายบ้าง ขวาบ้าง หรือขึ้นบ้าง ลงบ้าง เพื่อฝึกให้ลูกมองตามวัตถุ

  • 2 เดือน
    ความจริงแล้วเด็กน้อยสามารถมองเห็นสีต่างๆ ได้ตั้งแต่แรกเกิด แต่ยังยากเกินไปสำหรับลูกที่จะแยกแยะสีที่มีโทนสีใกล้เคียงกัน เช่น สีแดงกับสีส้ม ด้วยเหตุนี้เองลูกจึงชอบมองสิ่งของที่มีสีขาวสลับดำหรือวัตถุใดก็ตามที่มีสี ตัดกันมากๆ นอกจากนี้ลูกยังเริ่มแยกแยะวัตถุที่แตกต่างจากเดิมได้ เช่น วัตถุมีสีหรือรูปร่างที่ต่างกัน ช่วงนี้เราจึงสามารถช่วยลูกน้อยได้โดยหาของเล่นที่สีสดใสมาให้ลูกมองหรือจับ เล่น หนูน้อยจะชอบมาก
    ช่วยลูกโดย
          - นำรูปภาพที่มีสีขาวสลับดำมาให้ลูกดู หรือวางไว้ข้างเตียงลูก
          - นำรูปภาพหรือสิ่งของที่มีสีสันสดใส สีตัดกันมาให้ลูกดู อาจจะแขวนไว้ หรือคุณพ่อคุณแม่ถือไว้ แล้วดูไปพร้อมกับลูกน้อยได้

  • 3 เดือน
    การมองเห็นเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ จนปรับระยะการมองภาพใกล้ไกลได้
    ช่วยลูกโดย
          - ทารกชอบมองวัตถุที่เคลื่อนไหวมากกว่าวัตถุที่หยุดนิ่ง แขวนวัตถุที่มีลักษณะสามมิติ เคลื่อนไหวได้ เช่น โมบายรูปสัตว์ต่างๆ ไว้ให้ลูกเอื้อมคว้าได้ แล้วชี้ชวนให้ลูกดูและเล่น
          - เปลี่ยนตำแหน่งที่นอนของลูกบ้าง เพื่อให้ลูกได้เห็นสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป

  • 4 เดือน
    พัฒนาการการมองเห็นของทารกค่อนข้างเกือบจะสมบูรณ์ คือสามารถปรับภาพการมองเห็นได้อย่างชัดเจนในระยะต่างๆ หนูน้อยเริ่มพัฒนาการรับรู้เกี่ยวกับความลึก ซึ่งทำให้สามารถควบคุมการทำงาน ของการใช้แขนไขว่คว้าได้ดีขึ้น ลูกจึงสามารถเอื้อมมือหยิบจับสิ่งของที่อยู่ข้างหน้าได้แม่นยำขึ้น
    ช่วยลูกโดย
          - ทารกชอบมองวัตถุสามมิติมากกว่าวัตถุสองมิติ ช่วงนี้ตุ๊กตาผ้ารูปนก เป็ด ลูกบอล สิ่งของที่มีลักษณะกลม รี มีเหลี่ยมมุมจึงเป็นสิ่งที่หนูน้อยชอบ

  • 5 เดือน – 7 เดือน
    ช่วงนี้ความสามารถในการมองเห็นของลูกน้อยจะค่อยๆ พัฒนาจนเกือบจะสมบูรณ์ ลูกน้อยสามารถมองเห็นได้แม้กระทั้งวัตถุเล็กๆ หรือวัตถุที่เคลื่อนที่ หรือบางครั้งแค่เห็นสิ่งของนั้นบางเสี้ยว ไม่ได้เห็นทั้งหมด แต่หนูน้อยก็สามารถจดจำสิ่งของนั้นได้เมื่อเห็นของชิ้นนั้นอีกครั้ง
    ช่วยลูกโดย
          - ทารกชอบมองขอบเขตของวัตถุมากกว่าจุดกึ่งกลาง ดังนั้นควรหาของเล่นหรือวัตถุที่มีรูปทรงต่างๆ เช่น สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม หกเหลี่ยม ทรงกลม หรือทรงรี เป็นต้น มาให้ลูกได้เล่นอยู่เสมอ

  • 8 เดือน
    การมองเห็นของลูกพัฒนาขึ้นจนเกือบจะเท่ากับผู้ใหญ่ทั้งในด้านความชัดเจน และการรับรู้เกี่ยวกับความชัดลึก แต่การมองสิ่งของในระยะใกล้ๆ จะดีกว่าการมองสิ่งของที่อยู่ไกลๆ อย่างไรก็ตามการมองเห็นของลูกจะดีพอจนสามารถมองข้ามห้องที่ค่อนข้างกว้างไป สังเกตเห็นผู้คน หรือสิ่งของที่เขาคุ้นเคยได้ ส่วนความสามารถในการรับรู้เรื่องสีก็ดีเกือบจะสมบูรณ์แล้ว สามารถแยกแยะสีในโทนต่างๆ ได้ดี ไม่ได้ชอบเฉพาะสีตัดกันเหมือนช่วงแรกๆ อีกต่อไป
    ช่วยลูกโดย
          - เมื่ออายุมากขึ้น เด็กจะชอบมองสิ่งของที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ดังนั้นพาลูกน้อยออกไปเดินเล่นนอกบ้านไปดูต้นไม้ ใบหญ้า หรือไปพบเจอผู้คนที่ไม่คุ้นเคย ก็จะช่วยทั้งเรื่องการมองเห็นและช่วยบริหารสมองให้ลูกอีกทางหนึ่งด้วย และหลังจากนี้ไปพัฒนาการด้านการมองเห็นของลูกน้อยก็จะสมบูรณ์มากขึ้นตาม ลำดับค่ะ
เห็นไหมคะว่าไม่ยากเลยในการสร้างสิ่งแวดล้อมที่มีส่วนช่วยกระตุ้น พัฒนาการการมองเห็นของลูก เพราะเพียงแค่คุณพ่อคุณแม่ใกล้ชิดกับลูกน้อย สบสายตา และเล่นกับลูกอยู่เสมอ ลูกน้อยก็จะมีพัฒนาการการมองเห็นที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพได้

หมามุ่ยและว่านสบู่เลือดจากประจวบคีรีขันธ์

วัันนี้ Good MaMee ได้ไปเจอสาระน่าสนใจเกี่ยวกับสมุนไพรตัวหนึ่งมา จาก Blog ของ Chalobon ซึ่ง ผู้เขียน blog จบการศึกษาระดับปริญญาตรีวิทยาศาสตร์บัณฑิต (เทคนิคการแพทย์) และปริญญาเอก (จุลชีววิทยา) จากมหาวิทยาลัยมหิดล ปฏิบัติงานวิจัยหลังปริญญาเอกที่ Albert Ainstein College of Medicine, NY, USA ปัจจุบันเป็นศาสตราจารย์เกียรติคุณ มหาวิทยาลัยมหิดล อดีตเป็นศาสตราจารย์ ระดับ 10 ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เคยปฏิบัติงานบริหาร ในตำแหน่ง รองคณบดีฝ่ายวิชาการ หัวหน้าภาควิชา และรับผิดชอบงานนโยบาย แผน พัฒนาคุณภาพ และการจัดการความรู้ เมื่อเกษียณอายุราชการจึงมาทำงานอดิเรกหลายอย่าง ที่ชื่นชอบคือ รวบรวมและลองทำสูตรอาหารและเบเกอรี่ และยังช่วยงานของสมาคมวิชาชีพอยู่บ้าง นอกจากนี้ ยังปลูกพืชผักสวนครัวแบบเกษตรอินทรีย์เพื่อสุขภาพไว้บริโภคเองและแจกจ่ายเพื่อนฝูงอีกด้วย

เพื่อไม่ให้เป็นการเสียอัธรส Good MaMee จึงคัดลอกทั้งหมดมาให้คุณแม่อ่านกันเลย ค่ะ !


เริ่มกันเลย




วันหยุดยาวที่ผ่านมา มีโอกาสไปที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์เพื่อเยี่ยมผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ ท่านเป็นบุพการีของเพื่อนรักรุ่นน้องค่ะ ที่ขำๆ คือ คุณพ่อของเพื่อนรุ่นน้องคนนี้เรียกเราว่าอาจารย์ และคุณแม่เรียกพี่แดงตามลูกสาว ส่วนเราเรียกท่านทั้งสองว่าคุณพ่อและคุณแม่
หลังจากที่ไม่ได้ไปหาท่านมานานประมาณสิบปี คุณพ่อยังดูแข็งแรงและรูปร่างดีมาก ทั้งที่เคยเป็นอัมพฤกษ์ถึงขนาดต้องเดินด้วยไม้เท้าสามขา แต่ท่านมีความตั้งใจสูงในการรักษาสุขภาพและฟื้นฟูตัวเองโดยลดน้ำหนักลงมาได้ กว่า 20 กิโลกรัม ปัจจุบันอาหารมื้อเย็นส่วนใหญ่เป็นกล้วยน้ำว้าที่ทานครั้งละ 3 ผล และที่สำคัญคือท่านดื่มน้ำว่านสบู่เลือดจากหม้อต้มน้ำร้อนแทนน้ำเปล่าตลอด ทั้งวัน
ขออนุญาตเอ่ยนามท่านสักหน่อยนะคะ ท่านคือ คุณสำราญ ประดิษฐ์ อดีตเป็นนายกเทศมนตรีประจวบฯ 4 สมัย ปัจจุบันท่านมีอายุ 72 ปีแล้ว ยังดูแข็งแรงมาก ท่านสนใจสมุนไพรของไทย ค้นคว้า ผลิตจำหน่าย และบริโภคเองมานานกว่า 20 ปีแล้ว ปัจจุบันมีคุณอุธารัตน์ บุญฤทธิ์ หรือคุณป๋อง เป็นผู้ดำเนินการ/ผู้จัดการ คุณป๋องเธอตั้งใจกับงานนี้มาก และศึกษาจนได้วุฒิบัตรผู้ประกอบโรคศิลปะการแพทย์แผนไทย จากกระทรวงสาธารณสุข ประเภทเวชกรรมไทย (พท.ว) เภสัชกรรมไทย (พท.ภ) และผดุงครรภ์ไทย (พท.ผ)

 

การผลิตและจำหน่าย เป็นแบบผลิตภัณฑ์จากครัวเรือน เท่าที่เห็น มีสมุนไพรจำหน่ายอยู่ 3 ชนิด คือ ว่านชักมดลูก หมามุ่ย และว่านสบู่เลือด เมื่อจะกลับกรุงเทพฯ ท่านได้ให้สมุนไพรกาแฟหมามุ่ยและว่านสบู่เลือดทั้งที่เป็นแบบแผ่นอบแห้งและ แบบที่เป็นผงบรรจุในแคพซูลมาให้ทดลองใช้ พร้อมให้หัวว่านสบู่เลือดมาปลูกเป็นไม้ประดับอีกด้วย และมีโอกาสได้ลองชิมเมล็ดหมามุ่ยที่ล้างสะอาดและนำไปคั่วจนแตกแล้ว มีรสชาติคล้ายถั่วเหลืองคั่วที่ขายเป็นอาหารสุขภาพ สำหรับเมล็ดหมามุ่ย ท่านได้จากการเก็บฝักหมามุ่ยที่ขึ้นอยู่มากมายในไร่ของท่านนั่นเอง

 

รูปข้างบนเป็นเมล็ดหมามุ่ยที่ทำความสะอาดแล้ว (ซ้าย) และเมล็ดหมามุ่ยที่นำไปคั่วจนเมล็ดแตกแล้ว (ขวา)
เมื่อกลับถึงบ้าน จึงได้ศึกษาข้อมูลของสมุนไพรที่ได้รับอภินันทนาการมานี้
ข้อมูลที่นำเสนอโดย ภญ.ผกากรอง ขวัญข้าว เภสัชกรชำนาญการ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 8 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม-4 กันยายน 2554 ระบุว่า


หมามุ่ย เป็นสมุนไพรไทยพื้นบ้านที่มีการใช้อย่างแพร่หลายในอดีต หมามุ่ย เป็นไม้เลื้อยล้มลุก ลำต้นเล็กเหนียวคล้ายเชือก ดอกออกเป็นช่อห้อยลง สีม่วงแก่ถึงม่วงออกดำ ผลเป็นฝักยาว รูปร่างคล้ายถั่วลันเตา ปกคลุมด้วยขนละเอียดสีน้ำตาลอมแดงหรือสีทองอมแดง เต็มไปด้วยสารซีโรโทนิน (Serotonin) ที่เป็นพิษและหลุดร่วงง่ายจึงปลิวไปตามลม เมื่อโดนจะทำให้เกิดอาการคัน ระคายเคือง ชาวบ้านทั่วไป เมื่อพบจึงมักทำลายเถาหมามุ้ยทิ้ง ตอนเด็กๆ เราวิ่งเล่นในสวน ก็เคยเจอมาแล้ว มันคันมากจริงๆ

 

ภายในฝักของหมามุ่ยมีเมล็ดลักษณะรูปไข่  มีสารที่มีอิทธิพลต่อระบบสืบพันธุ์ และเป็นสารสื่อประสาทซึ่งใช้ในการรักษาโรคพาร์กินสัน  ในประเทศอินเดีย พบว่า มีพืชวงศ์เดียวกับหมามุ่ยของไทย ซึ่งปลูกเพื่อนำไปแปรรูปอย่างจริงจัง มีการศึกษา วิจัย อย่างเป็นระบบ กระทั่งสกัดเป็นยา เพื่อเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ คลายเครียด บำรุงหัวใจ และเพิ่มการเผาผลาญและมวลของกล้ามเนื้อ หมอยาแผนโบราณของไทยใช้รากของหมามุ่ยแก้คัน ถอนพิษ ล้างพิษ เมล็ด ใช้ทั้งกินเมล็ดคั่ว นึ่งกินกับข้าวเหนียว และบดเป็นผง เพื่อบำรุงกำลัง เพิ่มน้ำเชื้อ เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ

การทานเมล็ดหมามุ่ย ต้องคั่วให้สุกเพื่อทำลายสารพิษ และห้ามทานมากเกินไปเพราะจะทำให้เกิดอาการประสาทหลอนได้ นอกจากนี้ ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ผู้ที่ต้องใช้ยาทางจิตเวช เด็ก และหญิงตั้งครรภ์ ไม่ควรทาน รวมทั้งผู้ที่ได้รับยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเบาหวาน เพราะมันจะเสริมฤทธิ์กัน

เนื่องจาก อย.ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนให้หมามุ่ยเป็นยาแผนโบราณหรือเป็นอาหารเสริมได้ ดังนั้น เพื่อป้องกันประชาชนเอาหมามุ่ยไปใช้ในทางที่ผิดซึ่งอาจจะเกิดผลเสียได้ วิทยาลัยการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศรเคยเปิดอบรมการเอาหมามุ่ยมาประกอบในอาหาร เช่น คุกกี้หมามุ่ย หรือนำเมล็ดที่นึ่งหรือคั่วสุกแล้ว บดผสมกับนมหรือกาแฟ ชงดื่มในปริมาณ 1 ช้อนชาต่อ 1 ถ้วยกาแฟ ซึ่งเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2554 นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และ นายต่อพงษ์ ไชยสาส์น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงฯ ยังได้นำกาแฟสมุนไพรหมามุ่ย ประมาณ 200 แก้ว บริการสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสมาชิก และเจ้าหน้าที่ประจำรัฐสภา ระหว่างแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา เพื่อสนับสนุนการใช้สมุนไพรไทยด้วย

 
(ข้อมูลหมามุ่ยจาก http://www.khaosod.co.thวันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2554, http://www.pbh.go.th และนิตยสารหญิงไทย ปักษ์แรก เดือนพฤศจิกายน 2554)
 

ว่านสบู่เลือด เป็นไม้เถาขนาดกลาง ใบกลมก้นปิดปลายแหลม ขนาด 3-4 นิ้ว หลังใบไม่มีสีแดง ท้องใบมีสีเขียวอ่อน ๆ หัวว่านสบู่เลือดมีลักษณะกลมใหญ่ บางครั้งมีขนาดใหญ่มาก เท่ากาละมังใบใหญ่ โดยสัณฐานของหัวจะกลมเสมอ เมื่อเอาของมีคมกรีดหรือจิก จะมียางซึมออกมาสีไม่แดงจัดเท่าใดแต่พอสังเกตเห็นได้ ก้านใบเมื่อเด็ดขาดออกจากลำตัน ก็จะมียางซึมออกมาเช่นกัน ดอกเล็ก ๆ ออกเป็นช่อตามง่ามใบ ผลกลมฉ่ำน้ำเป็นพวง มี 2 ชนิดคือ
- ชนิดตัวเมีย ใบสีเขียว ก้านและเถาสีเขียว ดอกสีเขียวอมขาว มียางแดงจาง ๆ เหมือนน้ำเหลือง หัวกลมเล็ก เนื้อสีเหลืองอ่อน ๆ ผิวเรียบ
- ชนิดตัวผู้ ใบสีเขียวอมแดง ก้านและเถาอ่อน สีม่วงแดง หัวกลมโต ผิวขรุขระ ยางสีแดงเข้ม เนื้อสีเหลืองเข้ม เมื่อตากแห้งเป็นสีแดง นิยมใช้เป็นยา

 
มีผู้นำว่านสบู่เลือดไปปลูกเป็นไม้ประดับ เนื่องจากว่านสบู่เลือดมีขนาดใหญ่ ทรงกลม ใช้เป็นไม้ประดับบ้านและสวนได้ดี
ว่านสบู่เลือด มีความสัมพันธ์กับชุมชนชาวไทยมานานตั้งแต่สมัยโบราณ โดยนิยมใช้ยางสบู่เลือดผสมยาสักตามตัว เพื่อการอยู่ยงคงกะพัน และยังเป็นยาบำรุงกำลัง เหมาะสำหรับสตรีที่คลอดบุตรใหม่ ๆ และเชื่อว่าเป็นยาอายุวัฒนะอย่างดีสำหรับผู้ชรา โดยเอาหัวไปโขลกผสมน้ำผึ้งปั้นเป็นลูกกลอนกินเช้า-เย็น
 
สรรพคุณของว่านสบู่เลือด
- ใบ มีรสขม ใช้บำรุงธาตุไฟ ใส่แผลสด แผลเรื้อรัง
- ดอก รสขมเมา แก้โรคผิวหนังผื่นคัน ช่วยย่อยอาหาร
- เถา รสขมเมา ช่วยขับโลหิตระดู กระจายลมที่แน่นในอก
- หัว รสขม รับประทานกับน้ำผึ้ง บำรุงกำลังให้แข็งแรง ขับผายลม เจริญอาหาร เป็นยาอายุวัฒนะ แก้เสมหะเบื้องบน บำรุงความกำหนัด ปลอกเปลือกฝานตากแห้งบดเป็นผงผสมน้ำผึ้งปั้นเป็นลูกกลอนเท่าปลายนิ้วก้อย รับประทานครั้งละ 3-5 เม็ด รักษาโรคมะเร็งภายในต่าง ๆ โรคเบาหวาน โรคโลหิตจาง มุตกิดระดูขาว แก้ปวดศีรษะ
- ราก รสขมใช้บำรุงประสาท
(ข้อมูลว่านสบู่เลือดจาก http://kanchanapisek.or.th/ )
หากสนใจ เมื่อเดินทางผ่าน สามารถแวะคุย ชิมกาแฟและชาสมุนไพรที่ว่านี้ได้เลยค่ะ ที่ 29/3 หมู่ 10 ถนนเพชรเกษม ตำบลเกาะหลัก อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 77000 ถ้าไปจากกรุงเทพฯ อยู่ริมถนนฝั่งซ้ายมือก่อนเลี้ยวเข้าเมืองเล็กน้อย สังเกตป้ายขนาดใหญ่ของโชว์รูมโตโยต้าสาขาประจวบคีรีขันธ์ ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามทางขวามือ หรือโทรสอบถามรายละเอียดได้ที่ 08-1880-6940, 08-4647-5488, 032-602534

วันพฤหัสบดีที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2556

5 สมุนไพรช่วยขับประจำเดือน



ปวดท้อง หงุดหงิด ไม่อยากทำอะไร เพราะปัญหากวนใจอย่าง ประจำเดือน กันอยู่หรือเปล่า ถ้าสาวๆ มีอาการดังกล่าว อีแมกกาซีนก็มีสมุนไพรดีๆ


5 สมุนไพรช่วยขับประจำเดือน



ที่มีอยู่ในบ้านเรามานำเสนอ ซึ่งขอบอกเลยว่า จะช่วยขับประจำเดือนให้คุณรู้สึกสบายตัวขึ้นได้อีกเยอะ

1. กระบือเจ็ดตัว

Excoecaria cochinchinensis Lour.
EUPHORBIACEAE
ชื่ออื่น กะเบือ กำลังกระบือ ลิ้นกระบือ

ลักษณะ
ไม้พุ่ม สูง 0.5-1.5 เมตร
ใบเดี่ยว เรียงสลับเวียนรอบกิ่ง รูปใบหอก หรือรูปใบหอกแกมรูปไข่ กว้าง 2-4.5 ซม. ยาว 4-13 ซม. หลังใบสีเขียว ท้องใบสีแดง
ดอกช่อ ออกที่ปลายกิ่ง แยกเพศ ช่อดอกตัวผู้มีดอกย่อยจำนวนมาก ช่อดอกตัวเมีย มีเพียง 2-3 ดอก
ผลแห้ง แตกได้ มี 3 พู

สรรพคุณและส่วนที่นำมาใช้เป็นยา
ใบ-ใช้ใบตำกับเหล้าคั้นน้ำ กินเป็นยาขับเลือด และน้ำคาวปลาหลังคลอด การทดลองในสัตว์ พบว่าสารสกัดด้วย แอลกอฮอล์มีฤทธิ์บีบมดลูก


2. เจตมูลเพลิงขาว

White-colored Leadwort
Plumbago zeylanica Linn.
PLUMBAGINACEAE
ชื่ออื่น ปิดปิวขาว

รูปลักษณะ
ไม้พุ่ม ลำต้นตั้งตรง หรือพาดพันบนต้นไม้อื่นๆ สูง 1-2 เมตร
ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่แกมขอบขนาน หรือรูปขอบขนาน กว้าง 2-5 ซม. ยาว 3-9 ซม. สีเขียวแกมเหลือง
ดอกช่อ ออกที่ปลายกิ่ง ดอกย่อยหลายดอก กลีบดอกสีขาว เกสรตัวผู้สีม่วงน้ำเงิน กลีบเลี้ยงมีต่อมน้ำหวานติดมือ
ผลแห้ง รูปขอบขนาน แตกได้เป็น 5 ปาก มีร่องตามยาว

สรรพคุณและส่วนที่นำมาใช้เป็นยา
ลำต้น, ราก-มีรสร้อน ใช้แทนรากเจตมูลเพลิงแดงได้ มีสรรพคุณขับประจำเดือน ขับลมในกระเพาะ และลำไส้ ขับประจำเดือน แก้ริดสีดวงทวาร เข้ายาบำรุงธาติ บำรุงโลหิต สารสกัดจากรากมีฤทธิ์บีบมดลูก และมีฤทธิ์ต้านการเจริญเติบโต ของแบคทีเรีย และเชื้อรา สาร plumbagin ที่แยกได้จากรากมีฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็ง ลดไขมันในเลือด และยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย

3. เจตมูลเพลิงแดง

Rose-colored Leadwort
Plumbago indica Linn.
PLUMBAGINACEAE
ชื่ออื่น ปิดปิวแดง ไฟใต้ดิน

รูปลักษณะ
ไม้พุ่ม สูง 0.8-1.5 เมตร ลำต้นกลมเรียบ มีสีแดงบริเวณข้อ
ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่แกมวงรี กว้าง 3-5 ซม. ยาว 6-10 ซม.
ดอกช่อ ออกที่ปลายกิ่ง กลีบเลี้ยงมีต่อม ซึ่งเมื่อจับจะรู้สึกเหนียว กลีบดอกสีแดง
ผลแห้ง แตกได้

สรรพคุณและส่วนที่นำมาใช้เป็นยา
รากแห้ง-ใช้ขับประจำเดือน กระจายลม บำรุงธาตุ รักษาโรคริดสีดวงทวาร พบว่ามีสาร plumbagin ซึ่งมีฤทธิ์กระตุ้นการบีบตัว ของมดลูก และลำไส้ ช่วยให้มีการหลั่งน้ำย่อยเพิ่มขึ้น เพิ่มความอยากอาหาร แต่ควรระวังในการใช้ เนื่องจาก plumbagin ระคายเคืองต่อทางเดินอาหาร และอาจเป็นพิษได้

4. ยอ

Indian Mulberry
Morinda citrifolia Linn.
RUBIACEAE
ชื่ออื่น มะตาเสือ ยอบ้าน

รูปลักษณะ
ไม้พุ่ม สูง 2-6 เมตร
ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปวงรี กว้าง 8-15 ซม. ยาว 10-20 ซม. หูใบอยู่ระหว่างโคนก้านใบ
ดอกช่อ ออกที่ซอกใบ ฐานดอกอัดกันแน่น เป็นรูปทรงกลม กลีบดอกสีขาว
ผลเป็นผลสด เชื่อมติดกันเป็นผลรวม ผิวเป็นตุ่มพอง

สรรพคุณและส่วนที่นำมาใช้เป็นยา
ผล-ตำรายาของเวียดนาม ระบุว่า ผลเป็นยาขับเลือดต่างๆ ขับประจำเดือนด้วย ยาไทยใช้ผลสดดิบหรือห่าม ฝานเป็นชิ้นบาง ย่างหรือคั่วไปอ่อนๆ ให้เหลือง ต้มหรือชงกับน้ำดื่ม แก้คลื่นไส้อาเจียน สารที่ออกฤทธิ์คือ asperuloside

5. ว่านชักมดลูก

Curcuma xanthorrhiza Roxb.
ZINGIBERACEAE

รูปลักษณะ
ไม้ล้มลุก สูงได้ถึง 1 เมตร หัวใต้ดินขนาดใหญ่ อาจยาวถึง 10 ซม. เนื้อสีส้มถึงสีส้มแดง
ใบเดี่ยว เรียงสลับ ออกเป็นกระจุกเหนือดิน รูปวงรีหรือรูปวงรีแกมใบหอก กว้าง 15-20 ซม. ยาว 40-90 ซม. มีแถบสีม่วงกว้างได้ถึง 10 ซม. บริเวณกลางใบ
ดอกช่อเชิงลด ออกที่บริเวณกาบใบ ก้านดอกยาว 15-20 ซม. กลีบดอกสีแดงอ่อน ใบประดับสีม่วง เกสรตัวผู้ที่เป็นหมัน แปรรูปคล้ายกลีบดอกสีเหลือง
ผลแห้ง แตกได้

สรรพคุณและส่วนที่นำมาใช้เป็นยา
เหง้า-ใช้เหง้ารักษาอาการประจำเดือนมาผิดปกติ ช่วยย่อยอาหาร



ที่มาข้อมูล : www.e-magazine.info
ที่มาข้อมูล : www.e-magazine.info

ดูแลตนเองหลังคลอด






หลังจากคลอดลูกน้อยได้หมาดๆ คุณแม่มือใหม่หลายท่านมักทุ่มเทเวลาให้กับเจ้าตัวเล็กจนมองข้ามสุขภาพของตนเอง ซึ่งอีแมกกาซีนเห็นแล้วว่า

ดูแลตนเองหลังคลอด


ถ้าคุณไม่แข็งแรงแล้วใครกันเล่าจะดูแลคุณลูกให้สุขสบาย ดังนั้น บรรดาคุณแม่ป้ายจึงควรดูแลสุขภาพตามเทคนิคที่เรานำมาเสนอแนะ
หลังคลอดลูกในช่วง 3 เดือนแรก คุณแม่คงต้องบำรุงร่างกายด้วยอาหารที่มีประโยชน์อุดมไปด้วยสารอาหารที่หลากหลาย และก็ครบ 5 หมู่ เพื่อให้ร่างกายได้ผลิตน้ำนมที่เพียงพอต่อการเลี้ยงลูก และที่สำคัญยังทำให้ร่างกายคุณแม่แข็งแรงฟื้นตัวเร็วขึ้นด้วย ฉะนั้นช่วงหลังคลอดมาใหม่ๆ อย่าไปกังวลกับอาหารที่รับประทานเข้าไปแล้วจะทำให้อ้วนคะ เพียงแต่ต้องเลือกทานอาหารที่คิดว่าน่าจะมีประโยชน์กับร่างกายจริงๆ เพื่อจะได้ไม่ต้องมานั่งกังวลกับหุ่นอันอวบอั๋นทีหลัง
เมื่อคุณแม่อยู่ตัวแล้วกับชีวิตหลังคลอด และก็ผ่านพ้นช่วงการให้น้ำนมแก่ลูกน้อยมาสักระยะหนึ่งแล้ว ถ้าอย่างนั้นคุณแม่ลองใช้ช่วงเวลาที่ว่างจากการเลี้ยงดูลูกหันมาใส่ใจและดูแลตัวเองเพื่อให้รูปร่างสวยเพรียว สมกับการเป็นแม่ยังสาวของลูกๆ กันดีกว่า

1. จิบชาสมุนไพร
การดื่มชาระหว่างมื้ออาหารจะทำให้คุณแม่รู้สึกมีความสุข เพราะวิตามินที่ได้จากน้ำชาจะทำให้คุณแม่สดชื่นขึ้น ที่สำคัญยังช่วยขับสารพิษออกจากร่างกาย และยังช่วยในเรื่องของการเผาผลาญอีกด้วย

2.เลี่ยงน้ำตาล
การอยู่ให้ห่างจากน้ำตาลหรือของหวาน ดูจะเป็นเรื่องยากสำหรับคุณแม่ที่ชอบทานรสหวานนะคะ แต่ถ้าไม่อยากหลายร่างเป็นคุณแม่หุ่นอวบใหญ่ ก็ต้องอยู่ให้ห่างจากของหวานๆ ถ้าเลี่ยงที่จะไม่ทานของหวานหรือน้ำตาลลงได้ ผลที่ตามมาก็จะไม่เสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน หากอยากทานหวานบ้างในบางมื้อลองเปลี่ยนมาปรุงอาหารหรือเครื่องดื่มด้วยการผสมน้ำผึ้งลงไปบ้างก็ได้ เพราะน้ำผึ้งมีสรรพคุณช่วยในเรื่องการสมานแผลได้คะ

3.เน้นโปรตีน
กินอาหารที่มีโปรตีนสูงแบบไร้ไขมัน เช่น เนื้อล้วนๆ จากเนื้อไก่ อาหารที่มีโอเมก้า 3 เช่น ปลา ที่สำคัญต้องทานผักและผลไม้ด้วย เนื่องจากมีกากใยที่สูงมาก

4.กินอาหารสด ผัก ผลไม้สด
ถั่วหรือธัญพืช ที่ไม่ได้ปรุงด้วยกรรมวิธีการผ่านความร้อนนั้น จะดีต่อสุขภาพมาก ฉะนั้นในแต่ละวันถ้าคุณแม่สามารถกินในสิ่งเหล่านี้ได้สัก 75% ของอาหารทั้งมื้อ ก็จะช่วยล้างพิษในร่างกายได้

5.อาหารเช้าห้ามละเลย
นอกจากการออกกำลังกายที่มีผลต่อสุขภาพแล้ว การรับประทานอาหารเช้าทุกวัน ก็จะทำให้สมองของคุณแม่เล่นฉิว ทำอะไรได้คล่องทุกเรื่อง คุณแม่ควรเปลี่ยนแปลงการดื่มกาแฟแก้วเดียวในมื้อเช้า มาเป็นอาหารเช้าที่มีคุณค่าทางอาหารครบ 5 หมู่ ก็จะทำให้รู้ว่ามันเกิดประโยชน์กับร่างกายจริงๆ ไม่เชื่อลองไปทำกันดู

6.อดใจควบคุมตัวเอง
เรื่องของความอ้วน ในบางครั้งก็ไม่ใช่กรรมพันธุ์ซะอย่างเดียว ซึ่งการทานอาหารก็มีส่วนอยู่มากทีเดียว คุณแม่ลองเปลี่ยนพฤติกรรมในการปรุงอาหารดู จากเดิมที่มักจะใช้เนยในการประกอบอาหาร ก็ให้เปลี่ยนมาใช้น้ำมันมะกอกแทน เพื่อช่วยลดในเรื่องของไขมันลง

7.สปาก็ช่วยได้
หากคุณแม่ต้องการที่จะเป็นแม่ที่ดูดีอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าจะมีลูกแล้ว เพราะหน้าที่การงานที่ต้องอยู่ในสังคม ลองพาตัวเองเข้าไปในสปาดูคะ เพราะสมัยนี้มีคอร์สสปาสำหรับแม่หลังคลอดด้วย เพื่อจะได้กลายเป็นคุณแม่ที่ดูดี แถมสุขภาพก็ดีด้วยเช่นกัน

8.ถั่วเหลืองคือของดี
สองหันหลังให้อาหารประเภทนม เนย แล้วมาใช้นมถั่วเหลืองกับชีเรียลมื้อเช้าดูคะ เพราะถั่วเหลืองมีโปรตีนสูง ไม่มีคอเลสเตอรอล หรือจะกินเต้าหู้ที่ทำจากถั่วเหลืองก้ได้ จะผัดกับผัก หรือจะใส่ในจานสลัด ก็ดีมีประโยชน์กับร่างกายทั้งนั้น อยากให้ตัวเองดูดี ก็ต้องเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์กับร่างกายจริงๆ ด้วย ที่สำคัญอย่าตามใจปากจนเกินไป

ลิขสิทธิ์บทความของ e-magazine.info
ติดตามบทความ สุขภาพ หรืออ่าน แมกกาซีน
ที่มาข้อมูล : www.e-magazine.info

ไขข้อข้องใจเรื่องปวดเต้านม

เวลามีประจำเดือน สาวๆ หลายท่านมักรู้สึกปวดบริเวณเต้านม หรือแม้แต่ช่วงก่อนหรือหลังวันนั้นของเดือนก็ยังรู้สึกปวด


ซึ่งบางคนก็คิดว่าไกลว่าตนเองเป็นมะเร็งเต้านม เพราะเมื่อคลำแล้วรู้สึกเต้านมแข็งและเจ็บ แหมสารพัดปัญหาขนาดนี้ เอาเป็นว่าเรามาเจาะลึกเรื่องอาการปวกเต้านมกันเลยดีกว่า

ปวดบริเวณเต้านม
เป็นอาการที่พบได้บ่อยจนอาจจะเป็นเรื่องปกติในผู้หญิงส่วนมาก จะต่างกันก็ตรงที่ความรุนแรงของอาการปวดเท่านั้น เชื่อว่า 2 ใน 3 ของผู้หญิงย ทั่วไปมักจะเคยมีอาการปวดอย่างน้อยสักครั้งในชีวิต และก็มักจะสร้างความกังวลใจกับคุณผู้หญิงว่ามันจะเป็น อาการของโรคมะเร็งเต้านมหรือเปล่า แต่สำหรับในขั้นตอนทางการรพทย์แล้วนั้นเราสามารถตรวจเพื่อแยกว่าเป็นการเจ็บที่บริเวณกล้ามเนื้อ หรือผนังหน้าอก ทั้งนี้อาการปวดบริเวณเต้านมสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทดังนี้
1. อาการปวดที่มีสาเหตุสัมพันธ์กับรอบเดือน โดยเฉพาะในช่วงหลังไข่ตก (ช่วงกลางรอบเดือน) โดยจะมีอาการปวดทั้ง 2 ข้าง เจ็บแบบตึงๆ จากอาการเจ็บๆ เพียงเล็กน้อยถึงปวดคล้ายถูกของแหลมแทง
2. อาการปวดที่ไม่สัมพันธ์กับรอบเดือน ซึ่งอาการเจ็บเต้านมมักจะสามารถระบุตำแหน่งที่เจ็บได้ โดยมักจะเป็บบริเวณใต้หัวนม ข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้ง 2 ข้างก็ได้ อาการเจ็บมักจะรู้สึกแสบๆ คันๆ หรือตึงๆ


เจ็บเต้านมกับรอบเดือน
อาการเจ็บในลักษณะนี้เกิดจากขณะที่มีการตกไข่ ฮฮร์โมนเพศหญิงจะมีการเปลี่ยนแปลงทำให้กรดไขมันตัวหนึ่งที่มีชื่อว่า กาโมลีนิก (Gamolenic Acid) ลดต่ำลง จึงทำให้คุณผู้หญิงรู้สึกปวดที่บริเวณเต้านม โดยจะเจ็บแบบตึงๆ ทั้ง 2 ข้าง ซึ่งหากคุณผู้หญิงท่านใดเกิดความกังวล หรือสงสัยที่มันเป็นอาการของโรคมะเร็งเต้านมหรือไม่ ก็สามารถมาพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุของอาการดังกล่าว ซึ่งรายละเอียดในการตรวจของแพทย์จะเริ่มจากการซักประวัติอาการปวดดังกล่าวว่าคุณปวดตรงบริเวณใด ปวดสัมพันธ์กับรอบเดือนหรือไม่ และจะตรวจร่างกายดูว่ามีก้อนที่เต้านมหรือมีน้ำออกจากหัวนมหรือไม่
-ถ้าตรวจพบว่ามีก้อนที่เต้านม แพทย์ก็จะส่งตรวจอัลตร้าซาวด์ดูว่าก้อนนั้นเป็นถุงน้ำหรือก้อนเนื้อ
- ถ้าตรวจพบว่ามีน้ำออกจากหัวนม ก็จะต้องดูสีน้ำที่ออกมาว่าเป็นเลือดหรือเป็นสีน้ำนมธรรมดา และแพทย์จะส่งตัวอย่างน้ำที่ออกมานั้นไปตรวจเพื่อหาเซลล์มะเร็งเต้านม และจะให้ผู้รับบริการตรวจแมมโมแกรมและอัลตร้าซาวด์
- ถ้าพบตรวจพบว่ามีแผลหรือตุ่มน้ำใสที่ผิวหนังของเต้านมอาจจะเป็นงูสวัสดิ์ได้
- ถ้าตรวจไม่พบความผิดปกติ แพทย์จะแนะนำให้ทำแมมโมแกรมและอัลตร้าซาวด์ถ้าผลไม่มีความผิดปกติก็จะอธิบายเรื่องปวดที่เต้านมให้ผู้รับบริการเข้าใจต่อไป


ดูแลตนเองถ้าปวดเต้านมเมื่อมีรอบเดือน
สำหรับอาการปวดเต้านมที่ไม่พบความผิดปกติที่เต้านม ก็อาจจะยากที่จะระบุต้นเหตุที่แท้จริงของอาการปวด แต่สาเหตุก็มักรวมๆ กันตั้งแต่การใช้งานแขนข้างนั้นมากเกินไป การออกกำลังกายที่ผิดจังหวะ การรับประทานยาฮอร์โมนบางชนิดหรือดื่มน้ำชา กาแฟ ช็อคโกแลต มากเกินไป
โดยหลังจากแพทย์ตรวจและไม่พบความผิดปกติใดๆ คุณก็หมดกังวลไปได้เลยว่าจะเป็นโรคมะเร็งเต้านม ซึ่งแพทย์จะแนะนำให้ลองเปลี่ยนยกทรงหรือเลือกชนิดและขนาดที่เหมาะสมกับสรีระ การปรับวิธีการรับประทานอาหาร เช่น ลดปริมาณไขมันจากเนื้อสัตว์ (นม, เนย, ชีส, ไอสครีม) และควรเพิ่มอาการจำพวกผักและผลไม้สดแทน ถ้าหากอาการยังไม่หาย อาจจะต้องรับประทานยา เช่น Evening primrose oil โดยรับประทานยาทุกวันตอนเย็นอย่างน้อย 3 เดือน


ปวดเต้านมที่ไม่เกี่ยวกับรอบเดือน
สำหรับอาการปวดในลักษณะนี้มักจะเกิดจากกระดูกอ่อนซี่โครงอักเสบ หรืออาจจะเกิดจากกล้ามเนื้ออักเสบ หรือมีถุงน้ำที่เต้านม โดยหากมีถึงน้ำที่เต้านมแพทย์จะดูว่าถุงน้ำมีขนาดใหญ่หรือไม่ ถ้ามีขนาดใหญ่พอที่มือสามารถคลำได้แพทย์ก็จะเจาะเอาน้ำออกไป ส่วนถ้าคลำไม่ได้ก็จะให้รับประทานยาแก้ปวดแทน


อาการปวดกับมะเร็ง
ผู้หญิงหลายท่านอาจจะเกิดความกังวลใจว่า อาการปวดดังกล่าวจะเกิดมะเร็งหรือไม่ ในความเป็นตริงแล้วมะเร็งที่จะทำให้เกิดอาการปวดคือต้องมีก้อนขนาดใหญ่ และลุกลามไปที่ผิวหนังข้างนอก หรือที่ผนังหน้าอกข้างใน เพราะฉะนั้นแล้วสำหรับคุณหมอหากเจอผู้ป่วยมาด้วยอาการปวดเต้านมแพทย์จะนึกถึงมะเร็งน้อยลง โดยเฉพาะในผู้หญิงที่อายุน้อยกว่า 35 ปี แต่ถ้าอายุมากกว่า 35 ปี หากมีอาการปวดเต้านมข้างเดียว และสามารถคลำได้จนเจอก้อนก็มีโอกาสสูงที่จะเป็นมะเร็งเต้านมได้ แต่ส่วนมากแล้วจะเป็นถึงน้ำ หรือที่เรียกว่า ซีสต์ มากกว่า


อาการของเต้านมที่ควรพบแพทย์
1. ก้อนไตแข็ง หรือเนื้อเต้านมหนาตัวขึ้นผิดปกติ
2. อาการบวม แดง ร้อน ของบริเวณเต้านมที่ไม่หายได้เอง
3. เต้านมมีขนาดหรือรูปร่างเปลี่ยนไป
4. รอยบุ๋มของผิวเต้านมหรือหัวนมที่เกิดขึ้นใหม่
5. แผล ผื่น อาการคันบริเวณเต้านม
6. มีน้ำหรือเลือดไหลจากหัวนม
ลิขสิทธิ์บทความของ e-magazine.info
ติดตามบทความ สุขภาพ หรืออ่าน แมกกาซีน

ที่มาข้อมูล : www.e-magazine.info

วัย 40 กับอาการปวดท้อง

วัย 40 กับอาการปวดท้อง
วัยสีสิบอัพควรรู้ตัวก่อนว่า เจ้าอาการปวดท้องนั้นมีสาเหตุจากอะไร และบริเวณที่ปวดนั้นสามารถบ่งบอกอะไรกับเราได้บ้าง
โรงพยาบาลพญาไท ให้ข้อมูลว่า อาการปวดท้องที่มักเกิดขึ้นบ่อยกับคนวัย 40 และอาการที่ว่านี้ก็เป็นสิ่งที่นำผู้ป่วยมาพบแพทย์บ่อยมากที่สุด ซึ่งสาเหตุที่ทำให้รู้สึกปวดท้องนั้นมีหลายสาเหตุด้วย แต่พอจะแบ่งสาเหตุใหญ่ๆ ได้คือ อาการปวดท้องที่มีสาเหตุมาจากอวัยวะภายในช่องท้อง และสาเหตุจากอวัยวะนอกช่องท้อง


สาเหตุจากอวัยวะภายในช่องท้อง

ได้แก่ โรคกระเพาะอาหาร, โรคในระบบทางเดินน้ำดี เช่น นิ่วในถุงน้ำดี, โรคเกี่ยวกับตับ เช่น โรคเนื้องอกที่ตับ, โรคฝีในตับ, โรคเกี่ยวกับตับอ่อน เช่น โรคตับอ่อนอักเสบ, โรคเกี่ยวกับลำไส้ เช่น ลำไส้อักเสบ ซึ่งมักจะมีการขับถ่ายที่ผิดปกติร่วมด้วย, โรคไส้ติ่งอักเสบ, โรคเนื้องอกในลำไส้ใหญ่ โรคต่างๆ ในช่องท้องนี้ยังมีอีกมากมายซึ่งทำให้เกิดอาการปวดท้องขึ้นได้ นอกจากนี้โรคในระบบทางเดินปัสสาวะและโรคเฉพาะสตรีก็อาจทำให้ปวดท้องได้


สาเหตุจากอวัยวะภายนอกช่องท้อง

สามารถทำให้เกิดอาการปวดท้องได้โดยที่อาจทำให้เข้าใจผิดว่ามาจากโรคภายในช่องท้องที่สำคัญ ได้แก่ โรคปอดบวมแล้วมีเยื่อหุ้มปอดอักเสบ, โรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย ซึ่งพบในผู้ป่วยวัยกลางคนขึ้นไปอาจมีอาการปวด จุกแน่นบริเวณช่องท้องส่วนบน, โรคหลอดอาหารส่วนปลายอักเสบ แม้กระทั่งโรคที่ผิวหนังที่บริเวณหน้าท้องก็อาจจะทำให้มีอาการปวดท้องรุนแรงได้ เช่น โรคงูสวัด จะมีอาการปวดแสบปวดร้อนบริเวณหน้าท้องก่อนจะมีตุ่มใสๆ เกิดขึ้นที่บริเวณหน้าท้องก็ได้
วัย 40 กับอาการปวดท้อง



บริเวณที่ปวดบอกอะไร

กล่าวโดยสรุปจะเห็นได้ว่าอาการปวดท้องนั้นเป็นอาการที่มีสาเหตุมาจากโรคต่างๆ ได้มากมาย ซึ่งเราสามารถแบ่งบริเวณที่ปวดท้องได้เป็น 9 ส่วนคือ

1. ชายโครงขวา คือ ตับและถุงน้ำดี อาการที่พบมักจะกดแล้วเจอก้อนแข็งร่วมกับอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ซึ่งสันนิษฐานเบื้องต้นได้ว่าอาจเป็นโรคเกี่ยวกับตับหรือถุงน้ำดีเช่น ตับอักเสบ ฝีในตับถุงน้ำดีอักเสบ

2. ใต้ลิ้นปี่ คือ กระเพาะอาหาร ตับอ่อน ตับ และกระดูกลิ้นปี่ ถ้าปวดเป็นประจำเวลาหิวหรืออิ่ม อาจเป็นโรคเกี่ยวกับกระเพาะ ถ้าปวดรุนแรงร่วมกับคลื่นไส้อาเจียน อาจเป็นโรคตับอ่อนอักเสบ หากคลำเจอก้อนเนื้อค่อนข้างแข็งและมีขนาดใหญ่อาจหมายถึงตับโต แต่หากคลำได้ก้อนสามเหลี่ยมแบนเล็กๆ มักเป็นกระดูกลิ้นปี่

3. ชายโครงขวา คือ ม้าม ซึ่งมักจะคลำเจอก้อนเนื้อบริเวณนี้

4. บั้นเอวขวา คือ ท่อไต ไต ลำไส้ใหญ่ ถ้าปวดร่วมกับถ่ายอุจจาระผิดปกติหรือถ่ายเป็นเลือด อาจเป็นเพราะลำไส้ใหญ่อักเสบ ถ้าปวดร้าวถึงต้นขา อาจเป็นนิ่วในท่อไต หากปวดร่วมกับปวดหลัง มีไข้ หนาวสั่น ปัสสาวะขุ่น อาจเป็นกรวยไตอักเสบและถ้าคลำเจอก้อนเนื้ออาจเป็นไตโตผิดปกติหรือเนื้องอกในลำไส้ใหญ่

5. รอบสะดือ คือ ลำไส้เล็ก มักพบในโรคท้องเดินหรือไส้ติ่งอักเสบ (ก่อนจะย้ายมาปวดท้องน้อยขวา) แต่ถ้าปวดแบบมีลมในท้องก็อาจเป็นเพราะกระเพาะลำไส้ทำงานผิดปกติ

6. บั้นเอวซ้าย คือ ท่อไต ไต ลำไส้ใหญ่ ถ้าปวดร่วมกับถ่ายอุจจาระผิดปกติหรือถ่ายเป็นเลือด อาจเป็นเพราะลำไส้ใหญ่อักเสบ ถ้าปวดร้าวถึงต้นขา อาจเป็นนิ่วในท่อไต หากปวดร่วมกับปวดหลัง มีไข้ หนาวสั่น ปัสสาวะขุ่น อาจเป็นกรวยไตอักเสบและถ้าคลำเจอก้อนเนื้ออาจเป็นไตโตผิดปกติหรือเนื้องอกในลำไส้ใหญ่

7. ท้องน้อยขวา คือ ไส้ติ่ง ท่อไต และปีกมดลูก ปวดเกร็งเป็นระยะ ร้าวมาที่ต้นขา อาจเป็นเพราะมีก้อนนิ่วในกรวยไต ถ้าปวดเสียดตลอดเวลา กดแล้วเจ็บมาก มักเป็นไส้ติ่งอักเสบ หรือถ้าปวดร่วมกับมีไข้สูง หนาวสั่น มีตกขาว มักเป็นเพราะปีกมดลูกอักเสบ และหากคลำแล้วเจอก้อนเนื้อ อาจเป็นก้อนไส้ติ่งหรือรังไข่ผิดปกติ

8. ท้องน้อย คือ กระเพาะปัสสาวะและมดลูก ถ้าปวดเวลาถ่ายปัสสาวะหรือถ่ายกะปริบกะปรอย มักเป็นเพราะกระเพาะปัสสาวะอักเสบ หรือนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ถ้าปวดเกร็งเวลามีประจำเดือน เป็นอาการปวดประจำเดือน แต่ในรายที่ปวดเรื้อรังในหญิงแต่งงานแล้วไม่มีบุตร อาจเป็นเนื้องอกในมดลูก

9. ท้องน้อยซ้าย คือ ปีกมดลูกและท่อไต ถ้าปวดเกร็งเป็นระยะและร้าวมาที่ต้นขา มักเป็นนิ่วในท่อไต หากปวดร่วมกับมีไข้ หนาวสั่น ตกขาว เป็นเพราะมดลูกอักเสบ หรือถ้าปวดร่วมกับถ่ายอุจจาระผิดปกติ อาจเป็นเพราะลำไส้ใหญ่อักเสบ แต่ถ้าคลำพบก้อนร่วมกับอาการท้องผูกเป็นประจำ อาจเป็นเนื้องอกในลำไส้

วัย 40 กับอาการปวดท้อง

อาการนี้อันตรายแน่

1. คุณปวดท้องใต้ชายโครงขวา หรือไม่?
2. หลังรับประทานอาหารแล้ว คุณมีอาการแน่นท้องอืดนาน แถมมีคนทักคุณว่าตาเหลืองด้วย หรือไม่?
3. คุณปวดท้องแน่นท้องส่วนบน แถมมีไข้หนาวสั่นด้วย หรือไม่?
หากคุณพบว่ามีอาการใดอาการหนึ่ง อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของโรคสำคัญ ดังนั้น ควรพบและปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยโดยละเอียด

ลิขสิทธิ์บทความของ e-magazine.info
ติดตามบทความ สุขภาพ หรืออ่าน แมกกาซีน
(ติดต่อขอใช้บทความที่ฝ่ายการตลาด)

ที่มาข้อมูล : www.e-magazine.info